OOPS. Your Flash player is missing or outdated.Click here to update your player so you can see this content.

Gallery

Who's Online

We have 1 guest online

Statistics

Members: 274
News: 282
Web Links: 5
Visitors: 912134
You are here: Home
(22) เข้าใจบทบาทหน้าที่ของผู้นำในคริสตจักร (ตอน 6) PDF Print E-mail

(อพย.18.20-22) "ท่านจงเลือก คนที่สามารถจากพวกประชาชน  คือคนที่  ยำเกรงพระเจ้า ไว้ใจได้  และไม่กินสินบน  แต่งตั้งคนอย่างนี้ไว้เป็นผู้ปกครองคน พันคนบ้าง  ร้อยคนบ้าง  ห้าสิบคนบ้าง  สิบคนบ้าง ให้เขาพิพากษาความของประชาชน  อยู่เสมอ   ส่วนคดีใหญ่ๆ  ก็ให้เขานำมาแจ้งต่อท่าน   แต่คดีเล็กๆน้อยๆให้เขาตัดสินเอง   การงานของท่านจะเบาลง   และพวกเขาจะแบกภาระร่วมกับท่าน"

            เราได้ศึกษาและเข้าใจบทบาทหน้าที่ของศิษยาภิบาลมาแล้วและในบทนี้เราจะทำความเข้าใจถึง"บทบาทหน้าที่ของทีมผู้นำ" ซึ่ง "ทีมผู้นำ" ในคริสตจักรนั้นมีบทบาท มีหน้าที่ มีความรับผิดชอบและมีสิทธิอำนาจ ที่แตกต่างไม่เท่าเทียมกับศิษยาภิบาล  ดังนี้ 

III. บทบาทหน้าที่ของทีมผู้นำ

3.1) ปกครอง

                ก) ปกครองคน  "ปกครองคน"

                ปกครอง "คน"  ไม่ใช่ปกครองทรัพย์สิ่งของหรือองค์กรตามหน้าที่เท่านั้น  แต่เป็นการปกครอง "ชีวิตคน" ซึ่งเป็นสิ่งยากที่สุดและสำคัญที่สุด  เพราะเป็นเรื่องชีวิต  โดยผู้จะปกครองคนได้นั้นต้องรู้จักชีวิตและเข้าใจชีวิต  ด้วยการมี "โลกทัศน์ฝ่ายวิญญาณบนพื้นฐานพระคัมภีร์"  ดังนั้นต้องเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณ    ต้องมีความเข้าใจในพระวจนะของพระเจ้า มิใช่มีเพียงความรู้ในสมองเท่านั้น แต่ต้องเชื่อฟังพระวจนะนั้น จนสามารถเป็นแบบอย่างแก่ผู้ที่อยู่ภายใต้การปกครองดูแลได้  เพื่อจะสามารถนำพระวจนะนั้นมาใช้ปกครองดูแลชีวิตคนอื่นได้  นั่นหมายถึง " ผู้นั้นต้องสามารถปกครองชีวิตตัวเองเป็นอย่างดีก่อน  จึงจะมาปกครองคนอื่นได้"  และต้องสามารถ "ปกครองครอบครัวได้" ด้วย ถ้าสถาบันที่เล็กที่สุด คือ ครอบครัว ไม่สามารถปกครองได้  ก็จะมาปกครองดูแลสถาบันสูงสุด คือ คริสตจักร ไม่ได้แน่

                (1ทธ.3.4-5) "ต้องเป็นคนครอบครองบ้านเรือนของตนได้ดี   อบรมบุตรธิดาของตนให้อยู่ในโอวาทและมีใจนอบน้อม เพราะว่าถ้าชายคนใดไม่รู้จักครอบครองบ้านเรือนของตน   คนนั้นจะดูแลคริสตจักรของพระเจ้าอย่างไรได้"

            (ทต.17-9) "เพราะว่าผู้ปกครองดูแลนั้น   ในฐานะที่เป็นผู้รับมอบฉันทะจากพระเจ้า   ต้องเป็นคนที่ไม่มีข้อตำหนิ   ไม่เป็นคนเย่อหยิ่ง   ไม่เป็นคนเลือดร้อน   ไม่เป็นนักเลงสุรา   ไม่เป็นนักเลงหัวไม้   และไม่เป็นคนโลภมักได้ แต่เป็นคนมีอัชฌาสัยรับแขกดี   เป็นผู้รักความดี   เป็นคนมีสติสัมปชัญญะ   เป็นคนยุติธรรม   เป็นคนบริสุทธิ์   รู้จักบังคับใจตนเอง และเป็นคนยึดมั่นในหลักคำสอนอันแท้ตามที่ได้เรียนมาแล้ว  เพื่อจะสามารถเตือนสติด้วยคำสอนอันมีหลัก  และชี้แจงแก่ผู้ที่คัดค้านคำสอนนั้น"

                ข) ปกครองตามขนาดกำลังความสามารถ

                "พันคนบ้าง  ร้อยคนบ้าง  ห้าสิบคนบ้าง  สิบคนบ้าง.."

                ไม่เพียงแค่คุณสมบัติด้านชีวิตและความเข้าใจในพระวจนะเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับขนาดของประทานที่พระเจ้าประทานให้ตามกำลังความสามารถด้วย  ซึ่งบางคนอาจดูแลคนเพียงแค่คนเดียวก็เหนื่อยแล้ว แต่บางคนสามารถดูแลคนได้ในจำนวนหลายๆ คน  ตัวอย่าง คำอุปมาเรื่องเงินตะลันต์  (มธ.25.14-15) "เปรียบเหมือน   ชายผู้หนึ่งจะออกเดินทางไป   จึงเรียกพวกทาสของตนมาฝากทรัพย์สมบัติไว้ คนหนึ่งท่านให้ห้าตะลันต์เงินหนึ่งตะลันต์   มีค่าประมาณสองหมื่นบาท   คนหนึ่งสองตะลันต์   และอีกคนหนึ่งตะลันต์เดียว ตามความสามารถของแต่ละคน   แล้วท่านก็ไป"

                ในโครงสร้างการปกครองของคริสตจักรจึงมอบหมายอำนาจในการปกครองดูแลสมาชิกหรืองานในฝ่ายต่างๆ ตามกำลังความสามารถของทีมผู้นำและทีมงานที่แตกต่างกันไป   ให้เราเชื่อวางใจในการนำของศิษยาภิบาลของเราที่ได้แต่งตั้งทีมผู้นำ ผู้เลี้ยง ไว้ปกครองดูแลฝูงแกะและงานของพระเจ้าในระดับต่างๆ  อย่าไม่สบายใจหรือพูดในมุมที่ไม่เห็นภาพคิดไปเอง ว่า "ทำไมคนนั้นได้รับผิดชอบ ได้ดูแล ได้ทำงานเยอะ   แต่ทำไมอีกคน ได้ดูแล ได้ทำน้อยกว่า หรือไม่ได้ทำอะไรเท่าไหร่.."   เพราะแท้จริง การปกครองดูแลฝูงแกะหรืองานของพระเจ้านั้นใช้มาตราฐานที่ครบถ้วนทุกด้านประกอบกัน คือ นอกจากจะมีชีวิตที่ดีเป็นที่ยอมรับ และสามารถไว้ใจได้แล้ว  ยังจะต้องมีกำลังความสามารถเพียงพอที่จะดูแลคนหรืองานนั้นๆ ได้จริง

                (รม.12.3) "ข้าพเจ้าขอกล่าวแก่ท่านทั้งหลายทุกคนโดยพระคุณ   ซึ่งทรงประทานแก่ข้าพเจ้าแล้วว่า   อย่าคิดถือตัวเกินที่ตนควรจะคิดนั้น   แต่จงคิดให้ถ่อมสุขุมสมกับขนาดความเชื่อ   ที่พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานแก่ท่าน"

                ตัวอย่าง ยาโคบ ที่รู้จักกำลังของตัวเองและครอบครัว (ปฐก.33.14) "เอซาวพูดว่า  "ให้เราเก็บเต็นท์ออกเดินไปกันเถิด   ข้าจะนำหน้าเจ้า" แต่ยาโคบตอบเขาว่า ?ใต้เท้าย่อมทราบอยู่แล้วว่าเด็กๆของข้าพเจ้านั้นอ่อนแอ   ข้าพเจ้ายังเป็นกังวลถึงฝูงแพะแกะและโคที่มีลูกอ่อนยังกินนมอยู่  ถ้าจะต้อนให้เดินเกินไปสักวันหนึ่งฝูงสัตว์ก็จะตายหมด ขอใต้เท้าล่วงหน้าผู้รับใช้ของท่านไปก่อนเถิด   ข้าพเจ้าจะตามไปช้าๆ   ตามกำลังของสัตว์ซึ่งอยู่ข้างหน้าข้าพเจ้าและตามกำลังของเด็ก   จนกว่าข้าพเจ้าจะไปพบใต้เท้าที่เสอีร์"   

3.2) มีสิทธิอำนาจในการตัดสินระดับหนึ่งแทนศิษยาภิบาล

                "พิพากษาความของประชาชนอยู่เสมอ   ส่วนคดีใหญ่ๆ  ก็ให้เขานำมาแจ้งต่อท่าน   แต่คดีเล็กๆน้อยๆให้เขาตัดสินเอง..."  

                เราต้องตระหนักความจริงว่าพระเจ้าเจิมตั้งผู้นำหรือศิษยาภิบาลเอาไว้ในชุมชนฝ่ายวิญญาณ  เพื่อปกครองดูแลฝูงแกะของพระเจ้า โดยทำหน้าที่โบกธงยืนอยู่แถวหน้าสุด  ซึ่งศิษยาภิบาลก็จะไปสร้างสาวกตามพระมหาบัญชาของพระเยซูคริสต์ใน (มธ.28.19)  โดยทำหน้าที่เลือกคนงานที่จะทำงานในทุ่งนาฝ่ายวิญญาณ  เปิดโอกาสให้พวกเขาเข้าร่วมนิมิตของพระเจ้าที่ผ่านศิษยาภิบาล  โดยใช้เวลาพิสูจน์ชีวิตพวกเขาผ่านกระบวนการต่างๆ ตามหลักการพระคัมภีร์   พัฒนาชีวิตคนเหล่านั้นจนสามารถก้าวขึ้นเป็นทีมงานของศิษยาภิบาลได้ตามลำดับ  

                ดังนั้นทีมผู้นำทุกคน ทุกระดับในคริสตจักร  แม้เป็นผู้เลี้ยง หรือเป็นผู้นำก็ตาม  แต่ในอีกสถานะหนึ่งก็เป็น ลูกแกะของศิษยาภิบาล นั่นเอง    ดังนั้นสิทธิอำนาจ และการตัดสินใจ  จึงมีในระดับหนึ่งไม่ใช่ทั้งหมด  ไม่ใช่ตัดสินใจแทนศิษยาภิบาลหรือคริสตจักรประหนึ่งเป็นเสียงของพระเจ้าได้ (เว้นแต่ได้รับการมอบหมาย)    ตัวอย่าง อาโรน ดูแลประชาชนอิสราเอล แทนโมเสส  แต่เขาไม่มีสิทธิ์พาประชาชนออกนอกทาง  นอกนโยบาย นอกทิศทาง ที่โมเสสได้สั่งเอาไว้ ดังกรณี พาคนอิสราเอลระดมทุนสร้างโคทองคำ ขณะโมเสสขึ้นภูเขาซีนายพบพระเจ้า  (อพย.32)  

                ตัวอย่าง มิเรียมและอาโรน ไม่พอใจในสิทธิอำนาจของโมเสส  และกล่าวตำหนิสิทธิอำนาจของผู้นำสูงสุด ทำให้พระเจ้าทรงพิโรธและลงโทษพวกเขา (กดว.12.2 , 9-11) "เขาทั้งสองกล่าวว่า   "พระเจ้าตรัสทางโมเสส คนเดียวเท่านั้นจริงหรือ   พระองค์ไม่ตรัสทางเราบ้างหรือ,  ....  พระเจ้าทรงกริ้วเขามาก  แล้วเสด็จไปเสีย เมื่อเมฆลอยพ้นเต็นท์ไป   ดูเถิด   มิเรียมก็เป็นโรคเรื้อนขาวดุจหิมะ   อาโรนหันไปดูมิเรียม   และดูเถิด   นางเป็นโรคเรื้อน และอาโรนพูดกับโมเสสว่า "ขออย่าลงโทษแก่เราทั้งสองที่ได้กระทำความเขลาและบาปเช่นนี้"

                ตัวอย่าง อ.เปาโล มีสิทธิอำนาจในระดับอัครฑูตผู้ก่อตั้งคริสตจักร เป็นบิดาฝ่ายวิญญาณและวางชีวิตลงเพื่อคริสตจักร เหตุฉะนั้นจึงมีสิทธิอำนาจสูงมากในระดับโบกธงนำทิศทาง  สามารถ สั่งการเรื่องสำคัญๆ โดยเสียงของท่านมีน้ำหนักต่อคริสตจักรอย่างแท้จริง เช่นเรื่องการเงิน อ.เปาโล สั่งคริสตจักรในแคว้นกาลาเทีย และสั่งคริสตจักรเมืองโครินทร์ด้วย  (1คร.16.1) "เรื่องการเรี่ยไรเพื่อช่วยธรรมิกชนนั้น   ข้าพเจ้าได้สั่งคริสตจักรที่แคว้นกาลาเทียว่าอย่างไร   ก็ขอให้ท่านจงกระทำเหมือนกันด้วย   ( "ท่าน" หมายถึง คริสตจักรเมืองโครินทร์)     ในทางตรงข้ามถ้าไม่ใช่ผู้นำสูงสุด ไม่ใช่ผู้มีสิทธิอำนาจต่อคริสตจักร  ก็ไม่สามารถจะสั่งการเช่นนี้ได้ 

                ตัวอย่าง "ทิตัส"  เป็นผู้นำระดับสูง แต่อีกสถานะท่านก็เป็นลูกแกะและทีมงานของ อ.เปาโล  ท่านจึงมีสิทธิอำนาจเพียงในระดับหนึ่ง  โดยรับนโยบายและทิศทางมาจากผู้นำสูงสุดคือ อ.เปาโล  เช่น    (ทต.1.4-5) "ถึง   ทิตัส   ผู้เป็นบุตรแท้ของข้าพเจ้าในความเชื่อเดียวกัน    ขอพระคุณและสันติสุขจากพระบิดาเจ้า   และพระเยซูคริสต์พระผู้ช่วยให้รอดของเรา   จงดำรงอยู่กับท่านเถิด เหตุที่ข้าพเจ้าละท่านไว้ที่เกาะครีต   ก็เพื่อท่านจะได้แก้ไขสิ่งที่ยังบกพร่องให้เรียบร้อย   และตั้งผู้ปกครองไว้ทุกเมืองที่ข้าพเจ้ากำชับท่าน" 

                ในทางสมดุลย์  แม้ทีมผู้นำจะมีสิทธิอำนาจในระดับหนึ่งซึ่งไม่เท่าศิษยาภิบาล แต่ลูกแกะหรือผู้ที่ตามเชาหรือทีมงานก็ต้องเชื่อฟังอย่างเต็มที่  ไม่ใช่จะเชื่อฟังเฉพาะตัวศิษยาภิบาลมากกว่าหรือเท่านั้น  เพราะนั่นคือแรงจูงใจที่ผิด  เพราะทีมผู้นำนั้นทำงานโดยได้รับมอบหมายมาจากศิษยาภิบาล  จึงมีอำนาจเต็มที่ประหนึ่งตัวศิษยาภิบาลทำเอง  และการทำเช่นนั้นก็เป็นการทำลายระบบสิทธิอำนาจเองโดยทันที  อีกทั้งยังทำลายความน่าเชื่อถือของศิษยาภิบาลเองด้วย  รวมถึงทำลายความเป็นเอกภาพ จนอาจเกิดการแตกก๊กแตกเหล่าได้ 

               หลักคือ ต้องเชื่อฟังผู้นำในทุกระดับชั้น ทุกสิทธิอำนาจ  ไม่ใช่อ้างว่า "เขายังเด็ก" หรือ  "ตนเองรู้มากกว่า"  หรืออ้างอื่นๆ ซึ่งเป็น "วิญญาณที่ไม่ถูกต้อง"  เราต้องจับหลักให้ได้คือ ให้ทุกคนทำหน้าที่ และรับผิดชอบในส่วนของตนอย่างดี ให้เกียรติกัน สอดคล้องกัน ลื่นไหลไปด้วยกัน เป็นการทำงานเป็นทีม     ที่มีศิษยาภิบาลเป็นหัวหน้าทีม หรือ กัปตัน หรือโค้ช  ภายใต้เจ้าของตัวจริง คือ องค์พระเยซูคริสต์  

             (ฟป.1.27) "ขอแต่เพียงให้ท่านดำเนินชีวิตให้สมกับข่าวประเสริฐของพระคริสต์ เพื่อว่าแม้ข้าพเจ้าจะมาหาท่านหรือไม่ก็ตาม ข้าพเจ้าก็จะได้รู้ข่าวของท่านว่า ท่านเชื่อมั่นคง เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ต่อสู้เหมือนอย่างเป็นคนเดียวเพื่อความเชื่ออันเกิดจากข่าวประเสริฐนั้น"

      (ฟป.2.3-5) "อย่าทำสิ่งใดในทางชิงดีกันหรือถือดี   แต่จงมีใจถ่อมถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว อย่าให้ต่างคนต่างเห็นแก่ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว   แต่จงเห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่นๆด้วย ท่านจงมีน้ำใจต่อกันเหมือนอย่างที่มีในพระเยซูคริสต์"  

                (1ปต.2.17) "จงให้เกียรติแก่ทุกคน   จงรักบรรดาพี่น้อง   จงยำเกรงพระเจ้าและจงถวายเกียรติแด่มหาจักรพรรดิ"

                 ตัวอย่าง ความขัดแย้งของทีมงานภายใต้ผู้นำ 2 คน คือ เปาโล และ อเปาโล  ที่ไม่ยอมฟังผู้นำอีกคนที่ตนเองไม่สนิทหรือไม่ได้เป็นทีมงานโดยตรง  (1คร.3.3-9)  "ด้วยว่าท่านยังอยู่ฝ่ายเนื้อหนัง   เพราะว่าเมื่อยังอิจฉากัน   และขัดเคืองใจกัน   ท่านไม่ได้อยู่ฝ่ายเนื้อหนังหรือ   และไม่ได้ประพฤติตามมนุษย์สามัญดอกหรือ เพราะเมื่อคนหนึ่งกล่าวว่า   "ข้าพเจ้าเป็นศิษย์ของเปาโล"   และอีกคนหนึ่งกล่าวว่า   "ข้าพเจ้าเป็นศิษย์ของอปอลโล"   ท่านทั้งหลายมิได้เป็นเพียงมนุษย์สามัญหรือ    อปอลโลคือผู้ใด   เปาโลคือผู้ใด   คือผู้รับใช้   ซึ่งได้สอนพวกท่านให้เชื่อ   เราแต่ละคนได้รับใช้ตามที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงกำหนดให้  ข้าพเจ้าปลูก   อปอลโลรดน้ำ   แต่พระเจ้าทรงทำให้เติบโต เพราะฉะนั้นคนที่ปลูกและคนที่รดน้ำไม่สำคัญอะไร   แต่พระเจ้าผู้ทรงโปรดให้เติบโตนั้นต่างหากที่สำคัญ คนที่ปลูกและคนที่รดน้ำก็เป็นพวกเดียวกัน   แต่ทุกคนก็จะได้ค่าจ้างตามการที่ตนได้กระทำไว้ เพราะว่าเราทั้งหลายร่วมกันทำงานเพื่อพระเจ้า   ท่านทั้งหลายเป็นไร่นาของพระเจ้า   และเป็นตึกของพระองค์" 

  
            
 
< Prev   Next >