OOPS. Your Flash player is missing or outdated.Click here to update your player so you can see this content.

Gallery

Who's Online

Statistics

Members: 264
News: 275
Web Links: 5
Visitors: 848361
You are here: Home arrow Pastor's Sermon arrow เกิดผล 100 เท่า (มก.4.26-29) ตอน 2
เกิดผล 100 เท่า (มก.4.26-29) ตอน 2 PDF Print E-mail

(มก.4:26-29)  26พระองค์ตรัสว่า   "แผ่นดินของพระเจ้าอุปมาเหมือนคนหนึ่งหว่านพืชลงในดิน 27แล้วกลางคืนก็นอนหลับ   และกลางวันก็ตื่นขึ้น   ฝ่ายพืชนั้นจะงอกจำเริญขึ้นอย่างไรเขาก็ไม่รู้ 28เพราะแผ่นดินเองทำให้พืชงอกจำเริญขึ้นเป็นลำต้นก่อน   ภายหลังก็ออกรวง   แล้วก็มีเมล็ดข้าวเต็มรวง 29ครั้นสุกแล้วเขาก็ใช้คนไปเกี่ยวเก็บทีเดียว   เพราะว่าถึงฤดูเกี่ยวแล้ว" 

1) การเกิดผล 100 เท่านั้น ต้องทำงานอย่างดีที่สุด (26)

    26พระองค์ตรัสว่า   "แผ่นดินของพระเจ้าอุปมาเหมือนคนหนึ่งหว่านพืชลงในดิน"

          การหว่านพืชของชาวไร่ชาวนานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มันเป็นการทำงานที่หนักมากชนิด "เอาหลังสู้ฟ้า เอาหน้าสู้ดิน"   ต้องตื่นแต่เช้าตรู่และตรากตรำทำงานทั้งวันจนเย็นจึงกลับบ้านพักผ่อน และมิเพียงทำงานหนักเท่านั้น  แต่เขาทำอย่างดีด้วย เพราะเขาคาดหวังว่าจะได้ "ผลผลิต" อย่างดีที่สุดเป็นรางวัล (2ทธ.2.6) "กสิกรผู้ตรากตรำทำงานก็ควรเป็นคนแรกที่ได้รับผล"

          คนจะเกิดผล 100 เท่า มิใช่นั่งรอให้พระเจ้าอวยพร แต่ต้องลงมือทำงาน ทำสิ่งที่ต้องทำ และต้องทำอย่างดีที่สุด  ตัวอย่าง พระเจ้าทรงเป็นแบบอย่างในการทำอย่างดีที่สุด เมื่อสร้างโลกและสรรพสิ่ง ทรงตรัสว่า "ทุกสิ่งดี" แต่เมื่อทรงสร้างมนุษย์นั้น ตรัสว่า "ดีนัก" (ปฐก.1)  พระองค์มิใช่แค่ทำไปเรื่อยๆ แต่ทรงทำอย่างดีที่สุด เท่าที่จะทำได้ ทั้งๆที่ไม่ต้องรายงานใคร แต่พระองค์ทรงทำอย่างดีที่สุดด้วยพระองค์เอง  

          ดังเช่นชายกสิกรคนนี้ ที่ลุกขึ้นหว่านเมล็ดพืช เขามิได้เพียงแค่ลุกขึ้นทำงานเท่านั้น  แต่เขา "ทำอย่างดี" "ทำอย่างมีประสิทธิภาพ" และ "ทำอย่างดีที่สุด"  ด้วยการ "หว่านพืชลงดิน"  ซึ่งการหว่านพืชลงดินนี้  ก็มิใช่การสักแต่หว่านไปอย่างนั้น (เขาได้รับบทเรียนจากคำสอนของพระเยซู เรื่อง เมล็ดพืชที่หว่านลงดินสี่ประเภท)  ดังนั้นเขาจึงตั้งใจหว่านอย่างดี  มิใช่หว่านทิ้งหว่านขว้างตกหล่นนกกามาแอบกินเสีย  มิใช่หว่านโดยไม่คิดวิเคราะห์ว่า เป็นดินชนิดไหน (มีหินเยอะไหม) มิใช่หว่านโดยปล่อยให้ตกลงที่ดงหนาม  แต่เขาได้คัดสรรเมล็ดพืชอย่างดี และตั้งใจหว่านลงไปในตำแหน่งที่มีดินที่ดีที่สุดนั่นเอง

          วันนี้เราดำเนินชีวิต เรียน ทำงาน รับใช้และทำอะไรอย่างดีที่สุดหรือไม่ หรือเราทำแค่ผ่านๆ แล้วจะหวัง ได้รับกลับคืน 100 เท่า ก็เป็นไปไม่ได้  พระเจ้านั้นมีหลัก สวรรค์นั้นมีตา  (กท.6:7) " 7อย่าหลงเลย   ท่านจะหลอกลวงพระเจ้าไม่ได้   เพราะว่าผู้ใดหว่านอะไรลง   ก็จะเกี่ยวเก็บสิ่งนั้น"   เราได้ลุกขึ้นรับผิดชอบ และทำอย่างมีประสิทธิภาพไหม  จำไว้ว่า "มิใช่แค่รับผิดชอบ" แต่ต้อง "รับผิดชอบอย่างมีประสิทธิภาพ" จึงเกิดผล 100 เท่าได้  

            (สภษ.12:24) "24มือของคนที่ขยันขันแข็งจะครอบครอง     ฝ่ายคนเกียจคร้านจะถูกบังคับให้ทำงานโยธา"   

2) ต้องใช้ชีวิตอย่างดีที่สุด (27-28)

          มิใช่แค่การทำงาน มิใช่ทำงานเก่งและมีความรับผิดชอบ  แต่ชีวิตต้องดีด้วย ไม่เช่นนั้น ก็จะเกิดผล 100 เท่าไม่ได้ NO RETURN l

            2.1) ชีวิตส่วนตัวดีที่สุด (27ก)

                "7แล้วกลางคืนก็นอนหลับ   และกลางวันก็ตื่นขึ้น"

          ชายคนนี้ "กลางวันทำงาน และกลางคืนพักผ่อนหลับนอน"  เขามิได้เอาแต่บ้าทำงาน อุทิศทุกสิ่งเพื่องาน จนไม่หลับไม่นอน ไม่ยอมพักผ่อน ไม่แยกแยะ ไม่สมดุลย์   สะท้อนถึงชีวิตที่สมดุลย์ทั้งดูแลร่างกายสุขภาพ และการงานที่ต้องรับผิดชอบ หลักคือเขาไม่ทิ้งด้านใดด้านหนึ่ง แต่เขาทำอย่างครบถ้วนสมดุลย์  รู้จักการทำงานและรู้จักการพักผ่อน รู้จักการเล่น รู้จักการรับใช้ เขามีชีวิตที่สมดุลย์  ตัวอย่าง พระเจ้าเป็นแบบอย่างสมดุลย์ ทำงานหนัก 6 วัน วันที่ 7 สะบาโต พักนมัสการ พระคัมภีร์บอกว่า "พระเจ้าหยุดพัก"  (ปฐก.2:3) 

          คนไม่เจริญเพราะไม่สมดุลย์ เช่น ทิ้งเรียนไปหาคนรัก ทิ้งครอบครัวไปหาความก้าวหน้า  ทิ้งครอบครัวหรือการเรียน แล้วอ้างว่าจะไปรับใช้ หรือทิ้งการรับใช้ เพื่อไปทำอย่างอื่น หลัก คือ ต้องไม่ทิ้ง ไม่บางลง ไม่ปล่อย  แต่ต้องบริหารจัดการ  ทำทุกอย่างไม่เสียหาย  พระเจ้าต้องรับเกียรติ ไม่ละเมิดกฎของพระเจ้า โดยเฉพาะการนมัสการต้องไม่ละเลย  ตัวอย่าง ดาเนียล และสหาย (ดนล.3,6) อุทิศตัวในการเข้ารับการศึกษา มีชีวิตดี มีจุดยืน รักพระเจ้า รักการนมัสการ แม้ถูกจับโยนเตาไฟ ถ้ำสิงห์ ก็ไม่ยอมกราบนมัสการพระอื่น จะยืนหยัดนมัสการพระเจ้าเท่านั้น    

          อย่าเอาตัวอย่างที่ไม่ดี ไม่เจริญ  ไม่สมดุลย์  (รม.12.2)  "อย่าประพฤติตามอย่างคนในยุคนี้   แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ   แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่   เพื่อท่านจะได้ทราบน้ำพระทัยของพระเจ้า   จะได้รู้ว่าอะไรดี   อะไรเป็นที่ชอบพระทัยและอะไรดียอดเยี่ยม"   เราต้องรู้จักชีวิต เข้าใจชีวิต และใช้ชีวิตเป็น 

             ให้เลียนแบบ พระเยซู (ลก.2:52)  "52พระเยซูก็ได้จำเริญขึ้นในด้านสติปัญญา   ในด้านร่างกาย   และเป็นที่ชอบจำเพาะพระเจ้า   และต่อหน้าคนทั้งปวงด้วย"

            2.2) ชีวิตในพระเจ้า (ชีวิตฝ่ายวิญญาณ) ดีที่สุด (27-28)

      "ฝ่ายพืชนั้นจะงอกจำเริญขึ้นอย่างไรเขาก็ไม่รู้ 28เพราะแผ่นดินเองทำให้พืชงอกจำเริญขึ้น"

          ชายคนนี้เขามีความเชื่อว่า เมื่อเขาทำดีที่สุด มีประสิทธิภาพที่สุดแล้ว เขาก็หลับสบาย ปล่อยได้ เพราะเขาเชื่อว่า พระเจ้าเองจะเป็นผู้  RETURN ให้เขา เกิดผล 100 เท่าได้!  ดังที่พระคัมภีร์บอกว่า  "แผ่นดินเองทำให้พืชงอกจำเริญขึ้น"  มิใช่ตัวเขา มิใช่สิ่งอื่น แต่เป็น "แผ่นดินเอง"  เป็นพระเจ้าเอง  เป็นการอำนวยของพระเจ้าเองที่ทรงกระทำให้เกิดผล  ชีวิตเขามิใช่ลุยด้วยลำแข้งเขา 100%   เขาทำแค่ส่วนของเขา  เขารับผิดชอบอย่างดี เขาทำอย่างมีประสิทธิภาพ  และที่เหลือ "แผ่นดินเอง" พระเจ้าเองจะทำในส่วนของพระองค์ แสดงว่า  "เราต้องมีพระเจ้า"  เราต้องมีสวรรค์  "เก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องเฮงด้วย" 

            (รม.8:28) "28เรารู้ว่า   พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง  "

            ชีวิตในพระเจ้า ซึ่งเป็นชีวิตฝ่ายวิญญาณที่ดีที่สุดนั้น มี 2 องค์ประกอบคือ

            ก. มีความเชื่อในพระเจ้า (27-28ค)

             "เพราะแผ่นดินเองทำให้พืชงอกจำเริญขึ้น"

          ชายคนนี้บอกว่า "เขาไม่รู้ว่าเกิดผลได้อย่างไร รู้แต่ว่า "เพราะแผ่นดินเอง เพราะพระเจ้าเอง!"   ชายคนนี้ "หลับสบาย" ด้วยเชื่อว่า สักวัน เมล็ดพืชที่เขาทำอย่างดีที่สุดนั้น จะเติบโตเอง มีพลังที่อยู่ในดิน กฎธรรมชาติมีพระผู้สร้างที่ออกกฎ ที่ทำให้สิ่งที่มองไม่เห็นนั้นมีจริง และเกิดผลได้จริง   (ฮบ.11:1) "1ความเชื่อคือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้  เป็นความรู้สึกมั่นใจว่า สิ่งที่ยังไม่ได้เห็นนั้นมีจริง"  (ฮบ.11:6) " 6แต่ถ้าไม่มีความเชื่อแล้ว   จะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าก็ไม่ได้เลย   เพราะว่าผู้ที่จะมาเฝ้าพระเจ้าได้นั้น   ต้องเชื่อว่าพระองค์ทรงดำรงพระชนม์อยู่   และพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานบำเหน็จให้แก่ทุกคนที่แสวงหาพระองค์"

          เรามีความเชื่อในพระเจ้าแค่ไหน ดีที่สุดไหม สิ่งที่เรากำลังประพฤติปฎิบัติอยู่ทุกวันนี้ สะท้อนว่า เชื่อพระเจ้า เชื่อว่ามีพระเจ้า เชื่อวางใจในพระเจ้า หรือไม่ ! เราต้องเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็น แต่มีอยู่จริง! เช่น ชายคนนี้นอนหลับสบาย เพราะว่า "แผ่นดินเอง จะทำให้สิ่งที่เขาหว่านลงไปในดินนั้นจำเริญขึ้น เขารอเก็บผลประโยชน์เท่านั้น !"

            (1คร.2.9)  "สิ่งที่ตาไม่เห็นหูไม่ได้ยิน     และสิ่งที่มนุษย์คิดไม่ถึง     คือสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้สำหรับคนที่รักพระองค์"   

            ข. มีการเจริญเติบโต (28ข)

                "เพราะแผ่นดินเองทำให้พืชงอกจำเริญขึ้นเป็นลำต้นก่อน   ภายหลังก็ออกรวง   แล้วก็มีเมล็ดข้าวเต็มรวง"   

          สิ่งมีชีวิตต้องมีการเจริญเติบโต  ชีวิตฝ่ายวิญญาณในพระเจ้าที่ดีที่สุดนั้นต้องมีการเจริญเติบโตขึ้น และต้องจำเริญเติบโตขึ้นเห็นๆ จริงๆ จับต้องได้ในทุกด้านของชีวิต ดังเช่นพืชที่งอก แล้วก็เกิดลำต้น  ออกรวง มีเมล็ดเต็มรวง สุก !

          คำว่า "เติบโตขึ้น" ต้องวัดได้ จับต้องได้ คือ ชีวิตดี รับใช้เกิดผล ทักษะหลายๆ ด้าน ขยายขอบเขตการรับใช้ ถวายตัว มีอุดมการณ์ อุทิศถวายชีวิตและทุกสิ่งแด่พระเจ้า  ดังนั้นชีวิตในพระเจ้าในฝ่ายวิญญาณที่ดีที่สุด คือการจำเริญเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ (มิใช่ถดถอยลงเรื่อยๆ) สูงขึ้นทางเดียว (มิใช่สูงๆต่ำๆลุ่มๆดอนๆ)  เจริญเติบโตสู่ความไพบูลย์ของพระคริสต์  เพราะถ้าเราไม่โต ตราบใดที่เรายังไม่เจริญเติบโตจริง ตราบใดที่เรายังเป็นเด็กในสายพระเนตรพระเจ้า เราก็ไม่ต่างอะไรกับทาส แม้มีมรดกแต่ก๋ไม่มีสิทธิ และก็ใช้ไม่ได้

            (กท.4:1) "1ข้าพเจ้าหมายความว่า   ตราบใดที่ทายาทยังเป็นเด็กอยู่   เขาก็ไม่ต่างอะไรกับทาสเลย   ถึงแม้เขาจะเป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติทั้งปวง"

            (อฟ.4.13) "จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ   และในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า   จนกว่าเราจะโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่   คือเต็มถึงขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์"

3. เกิดผล 100 เท่า ต้องใช้สติปัญญาอย่างดีที่สุด (29)

          มิใช่แค่ทำงาน มิใช่แค่เชื่อพระเจ้า มิใช่แค่รับใช้ แต่ต้องใช้เครื่องช่วย ตัวช่วยที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดที่มีอยู่ในชีวิต ในฐานะพระฉายของพระเจ้า คือ สติปัญญา

(สภษ.19:8) "  8บุคคลที่ได้ปัญญาก็รักตนเอง   บุคคลผู้รักษาความเข้าใจไว้จะจำเริญรุ่งเรือง"

            3.1) รู้จักคิด (29ก)  

                "ครั้นสุกแล้ว..."

          ชายคนนี้มิได้นอนมองดูการเจริญเติบโตเฉยๆ แต่เขารู้จักคิดด้วย เฝ้าดูและวิเคราะห์  เขาเฝ้าดูวิเคราะห์ว่า "มันสุกแล้ว...เก็บได้" สุกจริงๆ สุกจนเต็มรวง! เขาไม่ชิงสุกก่อนห่าม เขาไม่รีบเก็บขณะยังไม่สุกดี เขาพิเคราะห์ดูแล้วพบว่า "มันสุกจริง มิใช่แก่แดด" (ถ้ารีบเก็บมันจะเสียราคา ผลมันเปรี้ยว)

(ฟป.4:8)  "จงใคร่ครวญถึงสิ่งที่จริง   สิ่งที่น่านับถือ   สิ่งที่ยุติธรรม   สิ่งที่บริสุทธิ์   สิ่งที่น่ารัก   สิ่งที่ทรงคุณ   คือถ้ามีสิ่งใดที่ล้ำเลิศ   สิ่งใดที่ควรแก่การสรรเสริญ   ก็ขอจงใคร่ครวญดู"

(1ธส.5:21) " 21จงพิสูจน์ทุกสิ่ง   สิ่งที่ดีนั้นจงยึดถือไว้ให้มั่น"

            3.2) รู้จักกำลัง (29ข)

               "เขาก็ใช้คนไปเกี่ยวเก็บทีเดียว"

          ชายคนนี้ใช้สติปัญญา รู้จักคิดวิเคราะห์และรู้จักกำลังของตนดี  เวลานี้เขาต้องการคนช่วย เขาต้องการทีมงาน  ดังนั้นเราจะเกิดผล 100 เท่า  มิเพียงแค่ต้องคิด แต่ต้องรู้จักกำลัง! เราต้องมีคนช่วย ต้องรู้ว่ากำลังเราแค่ไหน !        (ลก.14:31) "มีกษัตริย์องค์ใดเมื่อจะยกกองทัพไปทำสงครามกับกษัตริย์อื่น   จะมิได้นั่งลงคิดดูก่อนหรือว่า   ที่ตนมีพลทหารหมื่นหนึ่ง   จะสู้กับกองทัพที่ยกมารบสองหมื่นนั้นได้หรือไม่"

          (ปญจ.4:9-10) "สองคนดีกว่าคนเดียว   เพราะว่าเขาทั้งสองได้รับผลของงานดี 10ด้วยว่าถ้าคนหนึ่งล้มลง   อีกคนหนึ่งจะได้พะยุงเพื่อนของตนให้ลุกขึ้น"  

            (สภษ.24:5) "คนฉลาดมีกำลังมาก     และคนมีความรู้ก็เพิ่มกำลังขึ้น"

            3.3) รู้จักกาลเวลา (29ข)

                "เพราะว่าถึงฤดูเกี่ยวแล้ว"

         

          ประเด็น คือ ตอนเริ่มหว่านนั้น ชายคนนี้เขาหว่านคนเดียว  แต่ตอนเก็บเกี่ยว เขาใช้คนจำนวนมาก เพราะถึงฤดูเกี่ยวเก็บ  ตามประเพณีชาวไร่ชาวนานั้น ถ้าไม่ใช่ฤดูเกี่ยวเก็บ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีคนงานมากๆ ก็ได้ จะสิ้นเปลืองเสียเปล่า  แต่เวลานี้ชายคนนี้ต้องการคนงานจำนวนมาก  ก็เพราะถึงฤดูเกี่ยวเก็บแล้ว ผลผลิตก็มาก ต้องรีบเก็บ ถ้าเก็บไม่ทันมันจะเสียหาย ขณะเดียวกันเขาก็รู้ว่าในฤดูเก็บเกี่ยวนั้นสามารถหาคนงานได้ง่าย เพราะมีคนจำนวนมากที่ต้องการงานและต้องการเงินในฤดูแบบนี้  สะท้อนถึง "สติปัญญา" ของชายคนนี้นั่นเอง

            พระคัมภีร์บอกว่า "พระเจ้าจะเร่งถ้าถึงเวลา" (อสย.60:22)   แต่ถ้าไม่ใช่เวลา ถ้ายังไม่ถึงเวลา ก็ไม่เกิดประโยชน์  แต่ถ้าเป็นเวลาของพระเจ้า เป็นเวลาที่พระองค์ต้องการคนงาน เป็นเวลาที่จะทรงอวยพร  แล้วเราไม่รีบฉวยโอกาส  เราก็กลายเป็นคนโง่เขลา เพราะ  "โอกาสที่มันผ่านไปนั้น มันก็จะเหมือนกับ สายน้ำที่ไม่มีวันหวนกลับ"  ดังเพลง There is a river called The river of no return

            (อฟ.5:16) "จงฉวยโอกาส   เพราะว่าทุกวันนี้เป็นกาลที่ชั่ว"

            (2คร.6:1-2)  " อย่าสักแต่รับพระคุณของพระเจ้าเท่านั้น 2เพราะพระองค์ตรัสว่า     ในเวลาอันชอบเราได้ฟังเจ้า     ในวันแห่งความรอดเราได้ช่วยเจ้า    นี่แน่ะ   บัดนี้เป็นเวลาอันชอบ   นี่แน่ะ   บัดนี้เป็นวันแห่งความรอด"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 
< Prev   Next >